บทความ

คดีเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกัน หรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้

21/10/2021
8748

Highlight


  • วุฒิสภามีอำนาจยับยั้งร่างพระราชบัญญัติและส่งกลับคืนไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาใหม่
  • สภาผู้แทนราษฎรต้องรอให้พ้น 180 วันก่อนจึงจะหยิบยกร่างพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ทั้งนี้ กรณีที่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินให้ระยะเวลาดังกล่าวลดเหลือ 10 วัน
  • ในระหว่างที่ถูกยับยั้ง คณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งไว้เข้าสู่สภาอีกไม่ได้ กรณีที่มีข้อสงสัยให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด
  • หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งไว้ ให้ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอเข้ามาใหม่นั้นเป็นอันตกไป

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 139
  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (6)

 

           การตราพระราชบัญญัติเป็นอำนาจของรัฐสภา โดยปกติแล้วผู้ที่มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา คือ คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำหรับขั้นตอนในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นจะเป็นการพิจารณาทีละสภาโดยเริ่มต้นที่สภาผู้แทนราษฎรก่อน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบแล้ว ร่างพระราชบัญญัตินั้นก็จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป

            ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของวุฒิสภานั้น วุฒิสภาอาจลงมติได้ 3 ลักษณะ ดังนี้

           1) วุฒิสภามีมติเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่มีการแก้ไข กรณีนี้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นายกรัฐมนตรีก็จะนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

           2) วุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร กรณีนี้ถือว่าวุฒิสภายับยั้งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้ก่อน และส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาใหม่อีกครั้ง

           3) วุฒิสภามีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ กรณีนี้ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีก็จะนำร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วยกับวุฒิสภา ทั้งสองสภาต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และเสนอร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้วไปให้สภาทั้งสองพิจารณา ถ้าสภาทั้งสองเห็นชอบ นายกรัฐมนตรีก็จะนำร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัตินั้นก็จะถูกยับยั้งไว้ก่อน

           จากที่กล่าวข้างต้น จะเห็นว่ากรณีที่วุฒิสภามีมติเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรย่อมไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าวุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร หรือมีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมและปรากฏว่าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมกันมาแล้ว ก็จะส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวถูกยับยั้ง ผลที่ตามมาคือสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ดี สภาผู้แทนราษฎรจะหยิบยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาทันทีไม่ได้ โดยจะต้องรอให้พ้น 180 วันก่อน แต่หากร่างพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งไว้เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ระยะเวลา 180 วันจะลดลงเหลือ 10 วัน การกำหนดระยะเวลาดังกล่าวก็เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีเวลาช่วงหนึ่งในการใคร่ครวญถึงร่างพระราชบัญญัตินั้นอีกครั้งก่อนที่จะมีการนำขึ้นมาพิจารณาใหม่

            ในระหว่างที่ร่างพระราชบัญญัติถูกยับยั้ง รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าคณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งมายังสภาอีกไม่ได้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่ถูกเสนอเข้ามาใหม่เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งไว้ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งไว้ ร่างพระราชบัญญัตินั้นก็จะเป็นอันตกไป

            เหตุที่รัฐธรรมนูญต้องกำหนดเช่นนี้ เพราะถ้าอนุญาตให้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งไว้เข้าสู่สภาได้ ก็จะเป็นการนำหลักการเดิมมาให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาซ้ำอีก ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่ผลการพิจารณาจะออกมาในลักษณะเดิม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้สภาต้องเสียเวลาโดยไม่สมควร รัฐธรรมนูญจึงได้กำหนดข้อห้ามในเรื่องนี้ขึ้นมา และกรณีที่มีปัญหาว่ามีการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็จะเป็นผู้ที่มีอำนาจชี้ขาดในเรื่องนี้

 

More Information







 
Back to top